หน้าแรก
ประวัติศาลเจ้า
พระคุณเจ้าประจำศาล
ประวัติการกินเจ
ประวัติซิโกว
ข่าวและกิจกรรม
ประวัติเจ้าแม่กวนอิม
ประมวลภาพ
เสี่ยงเซียมซี
เสี่ยงปวย
ประวัติคลองดำเนินฯ
ชวนเที่ยวราชบุรี
แผนที่
คณะกรรมการศาล
ติดต่อเรา

facebook

ประวัติซิโกว

ประวัติพิธีปั้งเอี่ยมเค้า หรือซิโกว ซึ่งเป็นพิธีโปรดวิญญาณที่ล่วงลับไป ภาษาสันสกฤตเรียกว่า อุลลัมพิธี ตามพุทธสูตรได้กล่าวไว้ว่า เกิดจากพระอนุชาของพระพุทธองค์คือพระอานนท์เถระเจ้า สมัยพระพุทธเจ้าเสด็จประทับแสดงธรรมเทศนา ณ นิโครธารามวิหาร เมืองกบิลพัสดุ ครั้งนั้นพระอานนท์เถระเจ้าได้หลีกออกไปเข้าญาณสมาบัติ อยู่ที่โคนต้นไม้ใหญ่ขณะที่พระอานนท์บำเพ็ญญาณปริเวกธรรมอยู่นั้น ได้มีอสูรกายตนหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้า รูปร่างสูงใหญ่หน้าเขียว แสยะเขี้ยว ตามตัวมีแต่หนังหุ้มกระดูก ลำคอเล็กเท่ารูเข็ม เกิดเปลวไฟโชติช่วงออกจากปากเป็นนิจสิน กล่าวกับพระอานนท์ว่า ท่านอานนท์เราได้รับความทุกข์เวทนาอย่างแสนสาหัสเพราะความหิวกระหาย จะกินก็ไม่ได้เสวยแต่ทุกขเวทนาเหลือหลาย ท่านผู้เป็นสาวกของพระพุทธองค์อุดมด้วยความเมตตากรุณาต่อสัตว์ ขอพระเถระท่านอุทิศสิ่งอุปโภคบริโภคเป็นไทยทานแก่ฝูงเปรตด้วยเถิด ถ้าท่านไม่กระทำในกาลอีก 3 วันก็จะถึงซึ่งแก่มรณะ ว่าแล้วอสูรตนนั้นก็หายวับไป พระอานนท์เกิดความสะดุ้งกลัว เข้าเฝ้าพระบรมศาสดากราบทูลให้ทรงทราบแล้วขอพระพุทธองค์เป็นที่พึ่ง

สมเด็จพระพุทธองค์ ทรงตรัสบอก พิธีประกอบโยคาตันตระเมตตากรรมหรือพิธีปั้งเอี่ยมเค้านี้ ประทานแก่พระอานนท์ เพื่อโปรดสัตว์ไตรภูมิเป็นปฐม และสืบเนื่องต่อมาจนทุกวันนี้

ท่านสาธุชนทั้งหลายพึงรู้ว่า พิธีโยคาตันตระโปรดสรรพวิญญาณนั้น เป็นสูตรหนึ่งของโยคะธรรมสูตร โยคะนั้นเป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า อนุปัสสนา ด้วยการนั่งญาณสมบัติ และสำรวมตรีทวารให้เข้ากัน คือ จิต มุทรา คาถา จนบังเกิดอภิญญาโปรดสัตว์ในไตรภูมิให้บรรลุมรรค และเป็นการช่วยสรรพสัตว์พ้นจากทุกขเวทนา อสูรหน้าเขียวยมราชตนนั้นคือ พระมหาเมตตากรุณาอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ผู้มีปณิธานที่จะโปรดสัตว์ให้หลุดพ้นจากทุกข์ ได้นิมิตกายมาเพื่อให้บังเกิดโยคะพิธีขึ้น เพื่อโปรดสัตว์ทั่วแดนไตร โยคะพิธีหรืออุลลัมพิธีเป็นภาษาสันสกฤตแปลว่า แขวนตาละปัติ หมายถึง กลับทุกข์ให้เป็นสุข จึงเรียก อุลลัมพิธี ซึ่งเกิดจากพระอานนท์เถระเป็นปฐม

และอีกเรื่องหนึ่ง คือ พระมหาโมคคัลลานะเถระเจ้าโปรดมารดา สมัยมารดาของท่านยังมีชีวิตอยู่ ชอบติเตียนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นผู้ไม่เชื่อกรรม ชอบกินพวกเนื้อสัตว์ ประกอบปาณาติบาตฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่เป็นนิจโดยไม่เกรงต่อบาปบุญคุณโทษ เมื่อถึงแก่กรรม วิญญาณก็ได้ไปสู่ทุคติภูมิ เกิดเป็นเปรตในนรกอเวจี ทนทุกข์ทรมานอดอยากมีแต่หนังหุ้มกระดูก เมื่อพระโมคคัลลานะเถระบรรลุอรหันตภูมิ เล็งทิพยญาณ เห็นมารดาได้รับทุกข์ทรมาน ก็มีความสงสารมารดาเป็นยิ่งนัก ก็สำแดงอภินิหารย์เข้าญาณสมาบัติ นำอาหารใส่บาตร ลงไปยังเมืองนรกเพื่อโปรดให้มารดาบริโภค เมื่อมารดาพบบุตรก็บังเกิดความโสมนัส  รับอาหารในบาตรจะเอาไปกิน
แต่แล้วอาหารนั้นกลับลุกเป็นไฟ ทำให้ต้องร้องด้วยความทุกข์เวทนา พระโมคคัลลานะเห็นดังนั้น มีความสงสารมารดายิ่งนัก ได้กลับมาทูลถามพระพุทธองค์ว่า ตนนั้นก็เป็นพระมหาเถระอัครสาวกของพระองค์และบรรลุอรหันต์ภูมิแล้ว เหตุใดจึงไม่สามารถช่วยมารดาให้พ้นทุกข์ได้ พระพุทธองค์ตรัสว่า มารดาของเธอเป็นผู้ทำคุรุกรรมหนัก ลำพังเธอผู้เดียวไม่สามารถที่จะโปรดมารดาได้ ต้องอาศัยบารมีสงฆ์ทั้งหลายในวันปวารณา ถวายสังฆทานแด่สงฆ์ทั้งปวง และอาศัยผลานิสงฆ์ บำเพ็ญ ศีล สมาธิ ปัญญา ตลอดไตรมาส อุทิศให้มารดาเธอ ก็จะพ้นจากทุคติภูมิ พระโมคคัลลานะได้ฟังดังนั้น ก็กระทำตามพุทธดำรัสทุกประการ มารดาของท่านก็ได้ไปสู่สุคติพ้นจากทุคติวิบากกรรม และเรื่องนี้ก็เป็นต้นเหตุอีกเรื่องหนึ่งอันเป็นที่มาของพิธีโยคาตันตระ หรือพิธีปั้งเอี่ยมเค้า